วิธีทำ “คาคิอาเกะ” ผักรวมชุบแป้งทอดสไตล์ญี่ปุ่นแบบง่ายๆ

วิธีทำ “คาคิอาเกะ” ผักรวมชุบแป้งทอดสไตล์ญี่ปุ่นแบบง่ายๆ

เมนูทอดในอาหารญี่ปุ่นมีมากมาย ทั้งหมูทอดทงคัตสึ ไก่ทอดคาราอาเกะ และเทมปุระ เป็นต้น นอกจากเมนูดังกล่าวแล้วก็มีเมนูทอดสำหรับคนรักสุขภาพ คือ เมนูผักรวมชุบแป้งทอดหรือคาคิอาเกะด้วย มารู้จักคาคิอาเกะและวิธีการทำแบบง่ายๆ กันนะคะ

คาคิอาเกะคืออะไร

คาคิอาเกะ (かき揚げ) เป็นเมนูผักรวมชุบแป้งทอดกรุบกรอบ ผักที่นำมาใช้ทอดเป็นผักต่างๆ เช่น หอมใหญ่ แครอท โกะโบ มันเทศญี่ปุ่น และใบมิซึบะ เป็นต้น และนอกจากผักรวมแล้วก็ยังมีการนำอาหารทะเล เช่น กุ้ง ปลาหมึก และหอยเชลล์ เป็นต้น มาทอดรวมกับผักด้วยเช่นกัน ด้วยรสชาติที่อร่อยลงตัวระหว่างความกรอบ มัน ความหวานจากผัก และรสอูมามิจากอาหารทะเล ทำให้คนญี่ปุ่นนิยมนำคาคิอาเกะมารับประทานเป็นกับแกล้มกับโซบะและอุด้ง รวมถึงนำมารับประทานกับข้าวสุกร้อนๆ ราดด้วยซอสเทมปุระ และอื่นๆ อีกหลายเมนู ต่อไปนี้เป็นวิธีการทำข้าวหน้าคาคิอาเกะแบบง่ายและอร่อยให้สมาชิกที่บ้านได้รับประทานกันนะคะ

คาคิอาเกะกับโซบะ
คาคิอาเกะกับอุด้ง

วิธีทำคาคิอาเกะ

วัตถุดิบ (สำหรับ 4  คน)

  • ข้าวสุกสำหรับ 4 คน
  • กุ้ง 150 กรัม  (สามารถเติมปลาหมึกหรือหอยเชลล์ได้ตามชอบ)
  • หอมใหญ่ 1 หัว
  • แครอท 50 กรัม
  • ใบมิซึบะ 1 กำ (หากไม่มีก็ไม่ต้องใส่ก็ได้)
  • ไข่ 1 ฟอง
  • แป้งสาลี ½ ถ้วย
  • น้ำ ¼ ถ้วย
  • น้ำมันสำหรับทอด

ส่วนผสมซอสราด

  • ดาชิผง 1 ช้อนชา
  • น้ำ 1 ถ้วย
  • น้ำตาล 2 ช้อนชา
  • มิริน 1/3  ถ้วย
  • โชยุ 1/3 ถ้วย

วิธีทำ

1. เตรียมซอสราดโดยนำส่วนผสมซอสราดมาตั้งไฟจนเดือดแล้วจึงปิดไฟ

2. ปอกเปลือกกุ้ง ผ่าเอาเส้นบนหลังกุ้งออก ล้างด้วยน้ำและซับเอาน้ำออกด้วยกระดาษชำระสำหรับงานครัว จากนั้นหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ

3. หั่นหอมและแครอทให้มีขนาดที่ความร้อนสามารถผ่านได้ง่าย และหั่นใบมิซุบะให้มีความยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร

4. ตอกไข่ใส่ถ้วยขนาดใหญ่ ตีไข่ให้เข้ากันแล้วเติมน้ำลงไปและตีจนเข้ากัน จากนั้นเติมแป้งสาลีลงไป คนให้พอเข้ากัน แต่ไม่ควรคนนานเพราะจะทำให้กลูเตนออกมาจากแป้งสาลีซึ่งจะทำให้ได้คาคิอาเกะทอดแล้วไม่กรอบ

5. นำกุ้งและผักมาผสมในส่วนผสมแป้ง คนให้พอเข้ากัน จากนั้นเติมแป้งสาสีไปอีกหนึ่งช้อนโต๊ะ คนผสมเพียงเล็กน้อย

 

6. นำส่วนผสมจากข้อ 5 ทอดในน้ำมันที่ตั้งไฟจนมีอุณหภูมิประมาณ 170 องศาเซลเซียส รอจนส่วนผสมที่ทอดแข็งซึ่งใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที แล้วจึงพลิกกลับด้าน รออีกประมาณ 2-3 นาที หรือจนคาคิอาเกะมีสีเหลืองทองแล้วจึงตักพักไว้บนตะแกรง

7. ตักข้าวใส่ถ้วย จากนั้นนำคาคิอาเกะวางบนข้าว ราดด้วยซอสที่เตรียมไว้ แล้วจัดเสิร์ฟในขณะที่ยังร้อน

การซื้อหรือสั่งคากิอาเกะจากร้านอาหารนั้นไม่อร่อยจุใจตรงที่มีผักมากกว่าอาหารทะเล หากทำเองที่บ้านเราสามารถใส่ส่วนผสมได้ตามชอบ วิธีการทำไม่ยากแต่รสชาติอร่อยถูกปากสมาชิกในครอบครัวแน่ๆ มีเวลาลองทำดูนะคะ              UFABET เว็บตรง

4 เทคนิคทำโฆษณาให้ปังไม่หยุดสไตล์นิสชิน

4 เทคนิคทำโฆษณาให้ปังไม่หยุดสไตล์นิสชิน

เมื่อพูดถึงแบรนด์ญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จในการทำโฆษณาและมาร์เก็ตติ้งครั้งแล้วครั้งเล่า แบรนด์หนึ่งที่ต้องยกให้คือนิสชิน (日清・NISSIN) แบรนด์ต้นกำเนิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่หลายครั้งปล่อยโฆษณาและคอนเท้นต์ออกมาได้ปังและสร้างกระแสในกลุ่มชาวเน็ต สำหรับยุคปัจจุบันที่พลังของการมาร์เก็ตติ้งถูกจับตามองมากขึ้นนี้ เรามาดู 4 เทคนิคสำคัญของการทำโฆษณาให้มัดใจผู้บริโภคแบบนิสชินกันค่ะ

1.”Tsukkomability” หยอดมุกให้อยากเล่นแล้วปล่อยให้ชงต่อ

ถ้าได้ชมโฆษณาของนิสชินไป 4-5 ตัว สิ่งหนึ่งที่เราจะรู้สึกได้ในโฆษณาทุกตัวคืออารมณ์ขัน และไม่ใช่อารมณ์ขันทั่วไปเท่านั้น แต่เป็นอารมณ์ขันที่ทำให้คนดูอยากส่งต่อให้เพื่อนดูหรือนำมุกไปเล่นกันเองต่อไป

เทคนิคที่ว่านี้ถูกเรียกว่า “Tsukkomability (つっこまビリティ)” ที่เป็นการรวมคำว่า “Tsukkomi” ที่หมายถึง “การตบมุก” และคำว่า “Ability” ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า “สามารถ” เข้าด้วยกัน โดย Tsukkomability คือการทำมาร์เก็ตติ้งที่เปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภคสามารถเข้ามาเล่นและสนุกไปด้วยกันได้โดยมีโฆษณาหรือโปรโมชั่นของนิสชินเป็นตัวจุดประกาย

ตัวอย่างหนึ่งของการทำ Tsukkomability มีเช่นซีรีย์ “Bukkomi Meshi (ぶっこみ飯)” ซึ่งเป็นข้าวในน้ำซุปรส Cup Noodles ของนิสชิน โดยมีที่มาจากการที่คนบางคนชอบเติมข้าวลงไปน้ำซุปของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่ออร่อยกับน้ำซุปต่อหลังจากที่เส้นบะหมี่หมด

คำว่า Bukkomi (ぶっこみ) ใน Bukkomi Meshi หมายถึงการเติมสิ่งบางสิ่งจนเต็ม ซึ่ง ณ ที่นี้ก็คือการที่ Bukkomi Meshi ของนิสชินมีข้าวให้แบบเต็มอิ่มนั่นเอง!
เฮียโกะจัง
เฮียโกะจัง

 

Bukkomi Meshi มาในแพ๊คเกจที่เหมือน Cup Noodles ทั่วไปของนิสชินทุกประการ เพียงแค่เปลี่ยนวัตถุดิบหลักจากก้อนบะหมี่เป็นข้าวแทน ซึ่งเมื่อเทน้ำร้อนและรอ 3 นาทีเราก็จะได้ข้าวในน้ำซุปและเครื่องของนิสชิน แถมนอกจากรสคลาสสิกอย่างรส Cup Noodles แล้ว ยังมีการออก Bukkomi Meshi รสยอดนิยมอื่นๆ ตามมาด้วย

ผลที่ได้คือความงงจากผู้บริโภคว่าทำไมแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถึงมาทำข้าวแช่น้ำซุปรสบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของตัวเอง? ตามด้วยความรู้สึกตลกโดยเฉพาะในกลุ่มคนชอบทานข้าวแช่น้ำซุปนิสชินว่า “ดีเลย ไม่ต้องกินเส้นบะหมี่ก่อนแล้ว ข้ามขั้นไปกินข้าวได้เลย” ซึ่งส่งต่อให้มีการพูดถึงเป็นวงกว้างได้ไม่ยาก รวมถึงกระตุ้นให้คนที่สนใจสินค้าแปลกๆ ซื้อไปลองดูด้วย

อีกตัวอย่างหนึ่งของการทำ Tsukkomability คือการทำ Collaboration กับอนิเมะและตัวละครต่างๆ ใน Pop Culture ญี่ปุ่น เช่นโฆษณาที่นิสชินนำ One Piece มาเล่าใหม่ในบรรยากาศและลายเส้นที่แฟนๆ แทบจำไม่ได้

 

คอนเซ็ปต์ของโฆษณาชุดนี้คือ “อาโอฮารุคาโย (青春かよ)” โดยคำว่าอาโอฮารุ (青春) หมายถึงช่วงวัยรุ่น แต่ในขณะเดียวกัน ก็พ้องกับชื่ออนิเมะโรแมนติกชื่อดังอีกเรื่องคือ “Ao Haru Ride” ที่มีโทนเนื้อเรื่องคล้ายๆ กันกับในโฆษณาชุดนี้ ทำให้คอนเซ็ปต์นี้หมายความได้ทั้ง “ช่วงวัยรุ่นเหรอ?” และ “นี่มันเรื่อง Ao Haru เหรอ?”
เฮียโกะจัง
เฮียโกะจัง

หรือการนำฉากต่างๆ ของ Attack on Titan มาตัดต่อและพากย์ใหม่จนกลายเป็นโฆษณาล้อเลียนแบบ Official ที่โปรโมท Cup Noodles รุ่น Nazo Niku (謎肉: แปลตรงคือ “เนื้อปริศนา”) ที่จะเน้นให้ก้อนเนื้อ Nazo Niku ของนิสชินแบบเน้นๆ เพื่อเอาใจคนชอบเนื้อ

 

นอกจากการตัดต่อถ้วย Cup Noodles ลงไปเพื่อให้ไททันเป็นตัวแทน Nazo Niku แล้ว ในโฆษณายังเปลี่ยนบทพูดให้ตัวละครหน่วยสำรวจพูดถึงความจริงว่า Nazo Niku คืออะไรกันแน่ และยังเปลี่ยนคำขวัญประจำเรื่อง “จงอุทิศหัวใจซะ (心臓をささげよう)” เป็น “จงเทน้ำร้อนซะ (熱湯を注げよう)” แทน
เฮียโกะจัง
เฮียโกะจัง

จุดแข็งของการใช้ Tsukkomability คือการให้ผู้บริโภคเป็นผู้กระจายและขับเคลื่อนกระแสเอง ทำให้แบรนด์และสินค้าถูกนำไปพูดถึงอย่างกว้างขวางได้โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้สึกว่าเป็นการทำมาร์เก็ตติ้งใดๆ และรู้สึกสนุกไปด้วยกันกับแบรนด์ได้ รวมถึงเป็นการเชิญชวนให้สื่ออยากหยิบสินค้าไปประชาสัมพันธ์เองแบบ Organic พร้อมเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์นิสชินในเรื่องความไม่ธรรมดาไปด้วยในตัว

2.การเปลี่ยนข้อความถึงผู้บริโภคอยู่เสมอ

จากโฆษณาช่วง 90 จนถึงปัจจุบัน จุดเด่นหนึ่งของการผลิตโฆษณาของนิสชินคือการเปลี่ยนสารที่สื่อถึงผู้บริโภคได้อย่างร่วมสมัยอยู่เสมอ เช่นในช่วงปี 1990s ที่เป็นช่วงสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 และกำลังจะเปลี่ยนผ่านสู่ศตวรรษที่ 21 นั้น นิสชินได้ปล่อยโฆษณาที่ย้อนกลับมาดูบุคคลและเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในช่วงศตวรรษที่ 20 เพื่อส่งท้ายยุคที่กำลังจะผ่านไป เช่น Elvis Presley การเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพของจอห์น เลนนอนและโอโนะ โยโกะ รวมถึงการทำลายกำแพงเบอร์ลิน โดยมีข้อความทิ้งท้ายโฆษณาว่า “(Cup Noodles) จะก้าวสู่คุณภาพแห่งศตวรรษที่  21” นับเป็นการส่งข้อความที่สื่อถึงการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ไปพร้อมๆ กับผู้บริโภคของตนเอง

โฆษณาชุดต่อมาที่น่าสนใจคือโฆษณาชุด SURVIVE (2013) ที่ส่งข้อความไปยังคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ในยุคสมัยนี้และยุคสมัยต่อๆ ไป ในโฆษณามีการหยิบหัวข้อร่วมสมัยเช่นโลกาภิวัฒน์ (Globalization) มานำเสนอผ่านมนุษย์เงินเดือนที่จู่ๆ เจ้านายก็ประกาศให้ใช้ภาษาอังกฤษในบริษัท ซึ่งการดิ้นรนสื่อสารภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นที่เจ้านายคนต่างชาติฟังไม่เข้าใจนั้นก็เปรียบเหมือนการรบระหว่างซามูไรและชาติตะวันตก

หรือการสัมภาษณ์เข้าทำงานของนักศึกษาจบใหม่ที่ต้องเจอกับกรรมการสุดโหดก็ถูกนำมาเปรียบเหมือนการเผชิญหน้ากับหมีขาวท่ามกลางพายุหิมะเป็นต้น

หรือแม้แต่สภาพจิตใจคนยุคปัจจุบันที่เครียดสะสมสลัดไม่หลุดก็ถูกหยิบมาพูดในโฆษณา “Akuma no Kimura (アクマのキムラー)” บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสกิมจิของ Chicken Ramen ที่หยิบ “เฮียโกะจัง” มาสคอตลูกเจี๊ยบน่ารักของ Chicken Ramen มาเป็นตัวแทนของทุกคนที่เจอกับความเครียดในชีวิตประจำวัน พร้อมเสนอทางออกคือ “สู้กับความเครียดด้วยความเผ็ดสิ”

 

นอกจากนี้ในเว็บไซต์ Chicken Ramen ยังมี Timer จับเวลา 3 นาทีให้เราดูระหว่างรอบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสุก ซึ่ง Timer จะมีอนิเมชั่นที่รวมทุกความน่าหัวร้อนที่ทุกคนเจอได้ในชีวิตประจำวันให้ได้ชมกัน เรียกได้ว่าดูเสร็จก็เริ่มเครียดจนอยากระบายความเครียดด้วยการกินเผ็ดไปด้วยเลย
เฮียโกะจัง
เฮียโกะจัง

 

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โฆษณานิสชินทุกชุดทุกยุคสมัยยังคงรักษาไว้คือความ “ไม่ซ้ำใคร” ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่นิยามการคิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของอันโดะ โมโมฟุคุ (ผู้ก่อตั้งนิสชิน) และเป็นสิ่งที่แบรนด์นิสชินยึดถือตลอดมา

3.การทำ Parody ที่ทุกคนดูออกแต่ก็โกรธไม่ลง

อีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนรู้แฟนคลับรู้ว่าต้องยกให้นิสชินเลยก็คือการทำโฆษณาและสื่อมาร์เก็ตติ้งที่เป็นการล้อ (Parody) แบรนด์หรือภาพยนตร์/อนิเมะอื่นๆ โดยที่สามารถรักษาสมดุลระหว่าง “การล้อให้คนดูออก” และ “การล้อในขอบเขตที่จะไม่มีปัญหา” ไว้ได้อย่างแนบเนียน ซึ่งในข้างต้นเราได้เห็นตัวอย่างไปแล้วจากโฆษณา Collaboration กับ One Piece ที่เปลี่ยน One Piece จากอนิเมะโชเน็น (เด็กผู้ชาย) มาเป็นอนิเมะสาวน้อยบรรยากาศโรแมนติกไป

หรือเพื่อนๆ ที่เป็นคนคอหนังก็จะสังเกตว่าฉากสุดท้ายของโฆษณา Akuma no Kimura นั้นเลียนแบบมาจากโปสเตอร์ภาพยนตร์ The Shawshank Redemption ที่เป็นภาพฉากตัวละครเอกเป็นอิสระจากการถูกจองจำในคุกพอดี ซึ่งคล้ายกับที่เฮียโกะจังได้ปลดปล่อยความเครียดด้วยความเผ็ดของ Akuma no Kimura นั่นเอง
เฮียโกะจัง
เฮียโกะจัง
akumanokimura
(ซ้าย) ภาพจากโฆษณา Akuma no Kimura (ขวา) โปสเตอร์ภาพยนตร์ The Shawshank Redemption

แต่หนึ่งในแคมเปญที่เรียกความสนใจได้มากก็คือ “Otohiko (音彦)” แคมเปญ Cloud Funding จากนิสชินและ Product X เมื่อปี 2017 ที่จำหน่ายส้อมซึ่งสามารถกลบเสียงสูดเส้นบะหมี่ได้

nissin otohiko

ส้อม Otohiko เป็นการล้อ 2 ต่อในตัวเอง โดยต่อแรกคือการล้อเครื่อง Otohime (音姫) ของญี่ปุ่นที่ใช้เล่นเสียงนกเพื่อกลบเสียงเข้าห้องน้ำ ซึ่งส้อม Otohiko ก็มาพร้อมฟังก์ชั่นกลบเสียงสูดบะหมี่ที่คล้ายกัน อีกต่อหนึ่งคือการล้อสไตล์การทำโปสเตอร์ iPhone ที่เน้นความมินิมอล ดังนั้นเมื่อคนญี่ปุ่นที่คุ้นเคยกับเครื่อง Otohime และการโฆษณาของ iPhone มาเห็นโปสเตอร์ของ Otohiko จากนิสชินก็จะดูออกทันทีและมีการนำไปพูดต่อเป็นวงกว้าง ในขณะเดียวกันแบรนด์ต้นฉบับที่ถูกนำไปเป็น Reference ในการล้อก็ได้ประโยชน์จากการที่ผู้บริโภคเห็นโฆษณานิสชินแล้วนึกถึงแบรนด์ตัวเองไปด้วยในตัว จึงเป็นการล้อที่ทุกคนดูออก แต่ก็ Win-Win จนเจ้าของต้นฉบับโกรธไม่ลง

nissin otohiko 2

4.การทำโฆษณาที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของ “นิสชิน”

นอกจากการทำความเข้าใจผู้บริโภคอย่างละเอียด การรีวิวการทำการตลาดที่ผ่านมา และการเลือกสารที่จะสื่ออย่างรวดเร็วที่เป็นกระบวนการทั่วไปของการทำมาร์เก็ตติ้งแล้ว กุญแจสำคัญที่อยู่เบื้องหลังศาสตร์และศิลป์ในการทำมาร์เก็ตติ้งของนิสชินคือ “คาแรคเตอร์ของ CEO นิสชิน” จากอันโดะ โคคิ (安藤 宏基) บุตรชายของอันโดะ โมโมฟุคุ และ CEO คนปัจจุบันซึ่งพูดคุยและทำงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายการตลาดของนิสชินอยู่เสมอ ดังนั้น โฆษณาและการโปรโมทต่างๆ ของนิสชินจะมีคาแรคเตอร์ของ CEO แฝงอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาที่แปลก แหวกแนว หรือดูหลุดโลกขนาดไหน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคาแรคเตอร์เฉพาะตัวของแบรนด์นิสชินที่ถูกสืบทอดจากอันโดะ โมโมฟุคุมาจนถึง CEO คนปัจจุบันผู้เป็นลูก และเป็นสิ่งที่ชนะใจผู้บริโภคเสมอมา

 

แม้จะผ่านมาหลายสิบปีนับตั้งแต่นิสชินเริ่มปล่อยโฆษณาตัวแรกออกสู่สื่อ แต่จนทุกวันนี้การทำการตลาดที่มีเอกลักษณ์และกล้าใส่อารมณ์ขันแหวกแนวของนิสชินก็ยังเป็นสไตล์การทำการตลาดที่บริษัทอื่นๆ ของญี่ปุ่นทำตามได้ยาก ทำให้ทุกครั้งที่ผู้บริโภคเปิดเจอโฆษณาของนิสชิน ก็เป็นอันรู้กันว่าความสนุกสุดครีเอทีฟของนิสชินมาเสิร์ฟแล้ว          สล็อตเว็บตรง
เฮียโกะจัง
เฮียโกะจัง
“หมูผัดซอสขิง” อาหารญี่ปุ่นที่บางทีก็ชวนสงสัยว่าเป็นอาหารญี่ปุ่นหรือเปล่า?

“หมูผัดซอสขิง” อาหารญี่ปุ่นที่บางทีก็ชวนสงสัยว่าเป็นอาหารญี่ปุ่นหรือเปล่า?

สมัยอยู่ญี่ปุ่นมีเมนูหนึ่งที่ผู้เขียนชอบกินแบบกินได้เรื่อยๆ เวลาซื้อข้าวกล่องคือ “หมูผัดซอสขิง” (บูตะโชงะยากิ 豚しょうが焼き) ซึ่งถ้าฟังจากชื่อแล้วนึกถึง “หมูผัดขิง” หรือ “ไก่ผัดขิง” พิกล แต่จริงๆ แล้วต้องบอกว่า “หมูผัดซอสขิง” เป็นอาหารญี่ปุ่นนะครับและเป็นอาหารครีเอทเสียด้วย ลองอ่านประวัติของมันดูนะครับ

ประวัติความเป็นมาของ “หมูผัดซอสขิง”

ว่ากันว่าอาหารเมนูนี้เกิดขึ้นที่กินซ่า โตเกียวนี่เอง ต้นตำรับคือร้านอาหารญี่ปุ่นแนวครีเอทที่ชื่อ “เซนิงาตะ” 銭形 ร้านนี้ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2494 ผู้ก่อตั้งร้านคือนายไซโต มาสุโอะนั้น สมัยที่ทำงานในร้านแห่งหนึ่งได้เห็นหัวหน้าพ่อครัวกำลังคิดค้นเมนู ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเอาเนื้อหมูสันนอกมาผัดเคล้าซอสโชยุ เลยจำเอามาคิดทำเป็นเมนูตอนมาตั้งร้านของตัวเอง ทีแรกทงคัตสึของร้านขายดีสุด แต่ไปๆ มาๆ คนเริ่มสั่ง “ผัดซอสขิง” กันเยอะเพราะมันกินกับข้าวได้อร่อยเข้ากัน จากเดิมที่เป็นแค่เมนูเดลิเวอรี่ ไปๆ มาๆ ก็ได้เอามาขึ้นเป็นเมนูแปะป้ายขายในร้านในที่สุด

เมนูนี้นอกจากจะอร่อยแล้วยังเชื่อกันว่ากินแล้วจะแรงดี! เพราะวัตถุดิบแต่ละอย่างมีคุณค่าทางอาหาร เนื้อหมูสันนอกมีวิตามินบี 1 สูง ฟื้นฟูความเหนื่อยล้าได้จากเปลี่ยนน้ำตาล (คาร์โบไฮเดรต) ให้เป็นพลังงาน นอกจากนี้ไขมันหมูยังมีกรดโอเลอิกจำนวนมาก ช่วยขับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีออกไปจากร่างกาย ส่วนขิงมีสารประกอบที่เรียกว่า Gingerol และ Shogaol ช่วยปรับสภาพกระเพาะอาหาร ทำให้ร่างกายอบอุ่น

ส่วนผสมวัตถุดิบหลักๆ ของอาหารจานนี้มีเนื้อหมูสันนอกและซอสขิง ใช้ขิงขูดละเอียด (โอโรชิ) เยอะๆ แล้วก็โชยุ เหล้าสาเก มิริน อาจเอากระเทียมขูดละเอียดใส่ไปด้วยก็ได้จะยิ่งแซ่บ ผสมคนกันให้ดีเตรียมไว้ก่อนลงผัด เวลาผัดให้ใช้ไฟแรงๆ แป๊บเดียวพอสุก สูตรที่ผู้เขียนเคยกินใส่หอมหัวใหญ่ผัดลงไปด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะรู้สึกว่าเอ มันคล้ายๆ อาหารจีนไหม ในเมืองไทยเราก็มีเมนู “ไก่ผัดขิง” แต่อันนั้นเป็นเนื้อไก่ผัดกับขิงที่ซอยเป็นเส้นๆ ไม่ใช่ “ซอสขิงขูดละเอียดผสมโชยุ” เอาจริงๆ แล้วขนาดในญี่ปุ่นยังมีคนโพสต์ถามใน Yahoo! เลยว่า “หมูผัดซอสขิง” นั้นใช่อาหารญี่ปุ่นไหม? ซึ่งก็มีคนตอบว่า “ใช่” ซึ่งผู้เขียนเองก็เห็นว่ามันก็เป็นอาหารญี่ปุ่นนั่นแหละ เพราะอะไรที่ชอบขูดละเอียดๆ อย่างขิงขูดแบบนี้มันคือสไตล์อาหารญี่ปุ่น

 

แต่จะว่าไป ในขณะที่เมนูนี้ที่ญี่ปุ่นถือว่าแพร่หลายพอสมควร เพราะพบได้ทั่วไปตามร้านข้าวกล่อง (เป็นอาหารที่ทำง่ายทำเร็ว กินกับข้าวแล้วอร่อย) แต่ในไทยเมนูนี้ผู้เขียนไม่ค่อยเจอนะครับ อาจจะเพราะพอคนไทยพูดถึงอาหารญี่ปุ่นจะชอบกินพวกไก่เทริยากิ หมูทอดทงคัตสึ หรือปลาซาบะย่างกันมากกว่า หมูผัดซอสขิงก็เลยไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือจดจำเท่าไหร่

ในบทความหน้าจะมาขยายถึงเรื่องที่ว่าคนญี่ปุ่นรู้จัก “กินเนื้อหมู” กันตั้งแต่เมื่อไหร่ และก็ประเด็นแย้งเกี่ยวกับความเป็นมาของ “หมูผัดซอสขิง” ด้วยนะครับ    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ที่มาของ “เจงกิสข่าน” เมนูเนื้อแกะย่างแสนอร่อยแห่งฮอกไกโด

ที่มาของ “เจงกิสข่าน” เมนูเนื้อแกะย่างแสนอร่อยแห่งฮอกไกโด

“เจงกิสข่าน” อาหารประเภทเนื้อย่างที่ถือเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของฮอกไกโด ทุกคนเคยสงสัยกันไหมคะว่าทำไมถึงชื่อว่าเจงกิสข่าน อย่างกับชื่อจักพรรดิชาวมองโกลในประวัติศาสตร์ยังไงยังงั้น เราลองไปดูทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับที่มาของชื่อเมนูนี้ รวมถึงแหล่งกำเนิดอาหารชนิดนี้กันค่ะ!

“เจงกิสข่าน” เป็นอาหารแบบไหน ?

“เจงกีสข่าน” เป็นอาหารประเภทปิ้งย่างหรือหม้อไฟโดยนิยมใช้เนื้อแกะทั้ง Mutton (เนื้อของแกะที่อายุมากกว่า 1 ปี) และ Lamb (เนื้อลูกแกะที่อายุน้อยกว่า 1 ปี) นิยมทานโดยการนำเนื้อแกะมาหั่นบาง ๆ แล้วปิ้งกับผัก เมื่อน้ำจากเนื้อแกะไหลลงมาจะทำให้ผักมีรสชาติอร่อยยิ่งขึ้น เนื้อแกะที่นำมาย่างมักใช้แบบเนื้อหมักปรุงรสหรือบางคนก็ใช้เนื้อสดที่แช่ไว้ในตู้เย็น นอกจากนี้ในเมืองนาโยโระ ฮอกไกโด ยังมีเมนูเจงกิสข่านที่ใช้การเคี่ยวตุ๋นแทนการปิ้งย่างอีกด้วย

“เจงกิสข่าน” ชื่อนี้ได้มาอย่างไร ?

มีหลากหลายทฤษฎีเกี่ยวกับชื่อเมนูเจงกิสข่าน ทฤษฎีแรกคือมีที่มาจากชื่อบุคคลในประวัติศาสตร์ “เจงกิสข่าน” นั่นเอง เขาเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและจักรพรรดิองค์แรกของจักวรรดิมองโกลซึ่งมีบทบาทอย่างมากในศตวรรษที่ 12 ทฤษฎีต่อมาคือมี “Minamoto no Yoshitsune” หนึ่งในผู้กล้าของกลุ่มนักรบมินาโมโตะเข้ามาเกี่ยวข้อง ตามประวัติศาสตร์ Minamoto no Yoshitsune ได้เสียชีวิตในศึกโคโรโมะกาวะ แต่ก็มีอีกตำนานที่เล่าว่าเขาได้เดินทางไปยังแผ่นดินใหญ่ผ่านทางฮอกไกโด จากนั้นเขาก็เข้าไปยังดินแดนมองโกเลียและกลายเป็นเจงกิสข่าน ทำให้อาหารจานเนื้อแกะของฮอกไกโดนี้มีชื่อว่าเจงกิสข่านไปด้วย

นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีที่เกี่ยวกับบุคคลที่ชื่อ “Komai Tokuzou” โดยราว ๆ ปี 1930 Tokuzo Komai มีส่วนร่วมในการก่อตั้งแมนจูเรีย อีกทั้งเขายังเป็นศิษย์เก่าจาก Tohoku Teikoku Daigaku Nouka Daigaku ซึ่งเป็นชื่อเดิมของมหาวิทยาลัยฮอกไกโด และในภายหลังเขาได้รับการขนานนามว่าชื่อเจงกิสข่าน

“เจงกิสข่าน” เมนูนี้มาจากไหน ?

เมนูเจงกิสข่านว่ากันว่าไม่ได้เกิดในมองโกเลีย ซึ่งแต่ดั้งแต่เดิม ในพื้นที่นั้นไม่ได้ทานเนื้อแกะในรูปแบบของเมนูเจงกิสข่าน มองโกเลียและพื้นที่โดยรอบมีวิธีการทานแกะที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นไปได้ที่เจงกิสข่านจะมีต้นกำเนิดในมองโกเลีย แต่กล่าวกันว่าต้นกำเนิดของเจงกิสข่านอยู่ในประเทศจีน ต้องบอกก่อนว่าในประเทศจีนเองก็ไม่ได้มีวิธีการทานเนื้อแกะในรูปแบบของเจงกิสข่านเช่นกัน แต่เชื่อกันว่าเมื่อกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นรุกเข้าสู่แมนจูเรีย ทหารจึงนำมาดัดแปลงให้เป็นอาหารสำหรับชาวญี่ปุ่น จนกลายเป็นอาหารยอดนิยมในปัจจุบัน

เจงกิสข่านถือเป็นอาหารท้องถิ่นที่เป็นตัวแทนของฮอกไกโด จึงมีบางทฤษฎีที่กล่าวว่าต้นกำเนิดของเมนูนี้ก็คือเกาะฮอกไกโด ในยุคไทโชได้มีการร่างแผนการเลี้ยงแกะเพื่อทอผ้าฝ้ายขึ้นในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแผนการที่จะเพิ่มจำนวนแกะในญี่ปุ่นเป็นจำนวน 1 ล้านตัวในระยะเวลา 25 ปีสำหรับการทำผ้าฝ้ายขนแกะ การเพาะพันธุ์แกะจึงได้เริ่มขึ้นในฮอกไกโด จึงถือได้ว่า นอกจากจะได้ผ้าฝ้ายแล้ว ยังได้ประโยชน์คือการบริโภคเนื้อแกะด้วย ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวกันว่านี่คือจุดกำเนิดของเมนูเจงกิสข่าน

ฟาร์มในเขตพระราชวัง

อีกทั้งยังมีทฤษฎีว่าเมนูเจงกิสข่านเกิดขึ้นที่จังหวัดชิบะ เนื่องจากในสมัยอดีตจนถึงปีโชวะที่ 44 ในเมืองนาริตะ จังหวัดชิบะ จะมีสถานที่ที่เรียกว่าฟาร์มในเขตพระราชวัง ซึ่งเป็นฟาร์มสำหรับผลิตพืชผลทางการเกษตรเพื่อส่งเข้าไปในพระราชวัง นอกเหนือจากการเลี้ยงแกะเพื่อใช้ขนแล้วยังมีการส่งเนื้อแกะไปให้ราชวงศ์อีกด้วย ว่ากันว่าเมนูเจงกิสข่านถูกคิดค้นขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ของฟาร์มแห่งนี้ นอกจากนี้เจงกิสข่านยังนิยมทานกันมากในจังหวัดอิวาเตะและนากาโนะ แถมเจงกิสข่านในจังหวัดยามากาตะยังมีเอกลักษณ์ของตนเอง บางแห่งก็ว่ามีต้นกำเนิดจากใน 3 จังหวัดนี้

ถึงแม้เจงกิสข่านจะเป็นเมนูท้องถิ่นของฮอกไกโด แต่ร้านอาหารเจงกิสข่านแห่งแรกไม่ได้เปิดในจังหวัดฮอกไกโดหรือจังหวัดชิบะแต่อย่างใด แต่เปิดในกรุงโตเกียว ย่านโคเอนจิ มีชื่อร้านว่า 成吉思荘 (จิงกิสุโซ) ซึ่งเปิดในปีโชวะที่ 11 และถือเป็นร้านแรกในญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญเรื่องเจงกิสข่าน ว่ากันว่าร้านนี้โด่งดังมากจนมีคนดังในแวดวงต่าง ๆ มาเยือนอย่างไม่ขาดสาย

“เจงกิสข่าน” เตาย่างที่แสนคุ้นหน้าคุ้นตา

เมื่อเป็นอาหารประเภทปิ้งย่าง สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทานก็คือเตาย่าง เตาย่างเจงกิสข่านส่วนใหญ่ทำจากเหล็กหล่อ ตรงกลางมีรูปทรงเฉพาะที่นูนขึ้นมาและพื้นผิวสลักเป็นร่อง วิธีการย่างคือจะย่างเนื้อแกะบนส่วนที่นูนขึ้นมาและผักที่ขอบด้านล่าง อาจกล่าวได้ว่าเตาลักษณะนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการทานเจงกิสข่านโดยเฉพาะ แต่ดูเหมือนว่าในปัจจุบันร้านขายเนื้อก็ใช้เตาแบบนี้ด้วยเช่นกัน แหม สำหรับคนไทยเราแล้ว เห็นแล้วหิวหมูกระทะขึ้นมาเลยนะคะเนี่ย

 

 

นอกจากตัวเตาย่างแล้วยังมีออพชั่นเสริมอีกอย่างก็คือถังเจงกิสข่าน มีต้นกำเนิดในเมืองโทโนะ จังหวัดอิวาเตะ ถังเจงกิสข่านนี้จะใช้สำหรับวางรองไว้ใต้เตาย่าง เป็นถังที่มีรูเจาะอยู่รอบ ๆ และสามารถจุดไฟข้างในถังได้ ว่ากันว่าร้านในเมืองโทโนะพัฒนาอุปกรณ์ชิ้นนี้ขึ้นมาเนื่องจากบางครั้งเมื่อไปทานเจงกิสข่านนอกบ้าน ตัวเตาถ่านที่ทำจากดินเหนียวก็อาจจะตกแตกได้ แต่หากเปลี่ยนเป็นถังอลูมิเนียมก็สบายใจได้หายห่วง ตัวถังนี้ไม่ได้เป็นที่นิยมทั่วประเทศ แต่แพร่หลายในเมืองโทโนะและมีวางจำหน่ายที่ร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านในช่วงเทศกาลวันหยุดอีกด้วย

เป็นอีกหนึ่งอาหารท้องถิ่นฮอกไกโดที่น่าสนใจมาก เพราะมีหลากหลายทฤษฎีทั้งชื่อและที่มา น่าไปลองสักครั้งจริง ๆ นะคะ ปิ้งย่างร้อน ๆ น่าจะเหมาะกับในฤดูหนาว นอกจากนี้ยังนิยมนำมาปิคนิคกันใต้ต้นซากุระในเทศกาลชมดอกไม้อีกด้วยนะคะ ^^  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

7 แอปเปิ้ลอร่อยยอดนิยมของคนญี่ปุ่น

7 แอปเปิ้ลอร่อยยอดนิยมของคนญี่ปุ่น

แม้จะมีแอปเปิ้ลให้ซื้อมารับประทานได้ทั้งปี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าแอปเปิ้ลที่เก็บเกี่ยวใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไปนั้นมีรสชาติหอมหวานกรอบอร่อยมาก มารู้จัก 7 แอปเปิ้ลยอดนิยมที่คนญี่ปุ่นและต่างชาติเทใจให้ว่าอร่อยมากๆ กันค่ะ

1. ซันฟูจิ (サンふじ)

ซันฟูจิเป็นแอปเปิ้ลที่เก็บเกี่ยวได้ในช่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม แอปเปิ้ลชนิดนี้มีรสชาติหวานกรอบ มีรสเปรี้ยวน้อยและมีกลิ่นหอมมาก บางครั้งเมื่อผ่าแอปเปิ้ลออกมาก็จะพบว่ารอบบริเวณแกนของแอปเปิ้ลมีความฉ่ำและมีสีคล้ายน้ำผึ้ง ซึ่งเรียกบริเวณที่ฉ่ำนี้ว่าน้ำผึ้ง แอปเปิ้ลชนิดนี้เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งจากคนญี่ปุ่น

2. ซึการุ (つがる)

แอปเปิ้ลพันธ์นี้ได้จากพันธุ์ผสมระหว่างแอปเปิ้ลพันธุ์ Golden Delicious และ Jonathan ปลูกได้มากที่จังหวัดอาโอโมริ แอปเปิ้ลชนิดนี้มีเนื้อฉ่ำ และมีรสชาติหวานมากที่สมดุลกับรสเปรี้ยวอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากคนญี่ปุ่นเป็นอันดับสองรองจากซันฟูจิ

3. โอริน (王林)

โอรินเป็นแอปเปิ้ลที่เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธุ์ แอปเปิ้ลชนิดนี้มีเปลือกสีเขียวปนเหลือง มีรสหวานและมีรสเปรี้ยวปนเล็กน้อย เนื้อแน่นฉ่ำและมีกลิ่นหอมสดชื่น โอรินเป็นพันธุ์ที่คนญี่ปุ่นนิยมถัดมาจากซันฟูจิและซึการุ ด้วยว่าเก็บไว้ได้นาน แอปเปิ้ลชนิดนี้จึงวางจำหน่ายในญี่ปุ่นตลอดทั้งปี

4. โทะคิ (トキ)

แอปเปิ้ลพันธุ์นี้จะเก็บเกี่ยวได้มากในช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน  ผิวเปลือกมีสีเขียวออกไปทางสีเหลืองและมีสีชมพูเล็กน้อย แอปเปิ้ลชนิดนี้มีความหวานที่สมดุลอย่างประณีตกับรสเปรี้ยว มีเนื้อกรอบแต่ฉ่ำและมีกลิ่นหอมที่สร้างความสดชื่นในขณะที่รับประทานได้เป็นอย่างดี

5. โจนาธาน (紅玉)

โจนาธานเป็นแอปเปิ้ลที่เก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนตุลาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน แม้จะมีขายตลอดทั้งปีแต่โดยส่วนใหญ่แอปเปิ้ลชนิดนี้จะอร่อยมากในช่วงการเก็บเกี่ยว แอปเปิ้ลชนิดนี้มีรสเปรี้ยวนำรสหวาน มีกลิ่มหอมและรสชาติที่ทำให้รู้สึกสดชื่นในขณะที่รับประทาน ด้วยว่ารสเปรี้ยวจะเปลี่ยนเป็นหวานเมื่อให้ความร้อน คนญี่ปุ่นจึงนิยมนำแอปเปิ้ลพันธุ์นี้มาทำขนม เช่น พายแอปเปิ้ล เป็นต้น

6. โคโทะคุ (こうとく)

โคโทะคุเป็นแอปเปิ้ลที่เก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม แอปเปิ้ลชนิดนี้ผลิตได้น้อยในญี่ปุ่นจึงมีราคาค่อนข้างแพง มีรสหวานกรอบและมีแกนน้ำผึ้ง ด้วยว่าหาซื้อได้ยากคนญี่ปุ่นจึงนิยมสั่งซื้อแอปเปิ้ลพันธุ์นี้เพื่อเป็นของขวัญที่ถูกใจผู้รับ

 

7. โจนาโกลด์ (ジョナゴールド)

โจนาโกลด์เป็นแอปเปิ้ลที่เก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน แต่มีจำหน่ายในญี่ปุ่นทั้งปี แอปเปิ้ลชนิดนี้มีสีเหลืองและมีริ้วสีแดงอยู่รอบผิว มีรสหวานที่สมดุลกับรสเปรี้ยวและมีกลิ่นหอมคล้ายแอปเปิ้ลโจนาธาน

 

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่นเป็นช่วงที่แอปเปิ้ลอร่อยมากและเป็นหนึ่งในของขวัญถูกใจที่คนญี่ปุ่นมักจะส่งไปให้ญาติมิตร บ้านเราก็มีแอปเปิ้ลญี่ปุ่นจำหน่ายเยอะ ลองนำข้อมูลดังกล่าวไปเลือกซื้อดูค่ะ    สล็อตเว็บตรง

แนะนำ 6 ร้านของทานเล่นแบบ take out สำหรับปิกนิกชมซากุระ

แนะนำ 6 ร้านของทานเล่นแบบ take out สำหรับปิกนิกชมซากุระ

เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ อีเวนท์ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเทศกาลฮานามิ หรือก็คือการไปนั่งปิกนิกชมดอกไม้แสนสวยพร้อมของกินอร่อย ๆ แต่อาหารส่วนใหญ่ที่จะนำไปด้วยนั้น ปกติก็ไม่พ้นข้าวกล่องเบนโตะ หรือขนมญี่ปุ่นอย่างดังโงะ วันนี้เราจะมาแนะนำร้านของทานเล่นและขนมอื่น ๆ ที่ทั้งอร่อยและเหมาะกับการไปเดินชมดอกไม้ไม่แพ้กัน ไม่ซ้ำใครและที่สำคัญ ถ่ายรูปสวยด้วยนะ

365日

 

 

ร้านแรกคือ “365日” ร้านเบเกอรียอดนิยมตั้งอยู่ใกล้สวนโยโยงิ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากด้วยความอร่อยที่ทำจากวัตถุดิบออร์แกนิก มีลูกค้าแวะเวียนมาแน่นร้านไม่ขาดสาย แต่เนื่องจากเป็นร้านที่จำหน่ายเฉพาะแบบ take out คิวจึงค่อนข้างเร็วไม่ต้องรอนาน ขนมปังสุดฮิตของที่นี่คือ Croquant Chocolate ที่มีเม็ดช็อกโกแลตกรุบ ๆ และ Lemon Milk France ที่ให้รสชาติสดชื่น เมนูอื่น ๆ ก็อร่อยทุกอย่าง แถมที่นี่ยังอบขนมใหม่ ๆ ทุกวัน มาแต่ละครั้งก็จะมีขนมปังที่หลากหลายให้เลือกได้ตลอด

Camelback sandwich & espresso

 

 

ร้านต่อมาคือ “Camelback sandwich&espresso” ร้านนี้อยู่ใกล้สวนโยโยงิเช่นกัน จึงเหมาะสำหรับการไปปิกนิกและชมดอกซากุระ สามารถแวะเข้ามาซื้อของกินได้แบบสบาย ๆ เมนูแนะนำเป็นแซนวิชซูชิและไข่ รสชาติเรียบง่ายทานง่ายแต่อร่อยเหาะ เป็นเมนูยอดนิยมที่ขายดีจนหมดอย่างรวดเร็ว แซนด์วิชไส้อื่น ๆ ก็ดีงามไม่แพ้กัน ถ้าอยากกินแซนด์วิชไปชมดอกไม้ไปชิล ๆ อย่าลืมแวะไปร้านนี้ล่ะ

BAGEL STANDARD

 

 

ร้านต่อมาคือ “BAGEL STANDARD” ร้านเบเกิลสไตล์นิวยอร์กที่มีเบเกิลชั้นเลิศ ภายในร้านตกแต่งแบบเรียบง่ายแต่มีสไตล์ เนื่องจากตั้งอยู่ในนากาเมกุโระ จึงแนะนำให้ซื้อไปปิกนิกชมดอกไม้ที่บริเวณแม่น้ำเมกุโระ ที่ร้านนี้มีขนมปังเบเกิลต่าง ๆ มากมายทั้งแบบธรรมดา งาขาว งาดำ เนื้อขนมปังก็นุ่มหนุบหนับกว่าที่อื่น มีทั้งไส้คาวและไส้หวาน แถมยังมีขายแบบไซส์ครึ่งชิ้นอีกด้วย มีหลายไส้ที่น่าทานและดึงดูดลูกค้าสุด ๆ ทั้ง Honey Mustard Chicken และ Triple Nuts Cream Cheese ต้องไปโดนสักครั้งซะแล้ว

DUMBO Doughnuts and Coffee

 

 

ร้านต่อมาคือ “DUMBO Doughnuts and Coffee” ตั้งอยู่ในอาสะบุจุบัง เหมาะสำหรับการไปปิกนิกชมดอกไม้แถวรปปงงิ ร้านเป็นสีชมพูสดใสโดดเด่น ถ่ายรูปสวย ๆ ได้เลย ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องโดนัทสีสันสดใสกับแก้วสีชมพูที่ไม่ว่าใครมาซื้อก็ต้องถ่ายรูป มีลูกค้าจำนวนมากในทุก ๆ วัน โดนัทก็ทำจากแป้งโฮมเมดที่กรอบนอกนุ่มใน เดินชมดอกไม้ไปกินไปได้เรื่อย ๆ ไม่เลอะมืออีกด้วย

PIZZA SLICE

 

 

ร้านต่อมาคือ “PIZZA SLICE” ตั้งอยู่ระหว่างสถานีไดคังยามะกับสถานีชิบูย่า สามารถเดินมาได้จากทั้ง 2 สถานี เป็นร้านพิซซ่ายอดนิยมที่เสิร์ฟพิซซ่าสไตล์นิวยอร์กแท้ ๆ หากกลัวว่าสั่งทั้งถาดจะทานไม่หมดก็สามารถสั่งเป็นจำนวนชิ้นได้ตามต้องการ สั่งมาคนละรสชาติแล้วแบ่งกันกินกับเพื่อน ๆ ก็ยิ่งอร่อยขึ้นไปอีก! เดินชมซากุระไปทานพิซซ่าไป ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

Onigily Cafe

 

 

ใครเบื่อขนมปังต้องมาร้านสุดท้ายคือ “Onigily Cafe” ในนากาเมกุโระ จากชื่อแน่นอนว่าเป็นร้านโอนิกิริโดยเฉพาะ ใช้ข้าวโคชิฮิคาริจากเมืองซาคุ จังหวัดนากาโนะ ทานได้ทั้งในร้านและ take out นอกจากโอนิกิริแล้วยังมีกับข้าวและเครื่องเคียงให้ซื้อกลับได้เช่นกัน โอนิกิริก็มีหลากหลายแบบให้เลือก แถมมีบริการจัดส่งให้ถึงสถานที่ เหมาะมากกับการไปนั่งปิกนิก ชมดอกไม้ หรืองานปาร์ตี้ก็เวิร์ค

ช่วงเดือนเมษายนถือเป็น high season ที่คนไทยนิยมไปเที่ยว เพราะอากาศก็กำลังดี มีดอกซากุระสวย ๆ ให้ชม แถมตอนนี้ก็เริ่มมีวี่แววข่าวดีที่ทางญี่ปุ่นจะเปิดประเทศ ถ้าได้ไปอีกอย่าลืมเตรียมของกินไปนั่งปิกนิกด้วยนะคะ ^^    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ไปเที่ยว 4 เกาะย่อยของโอกินาว่า ที่สามารถไปเช้าเย็นกลับได้กันเถอะ!

ไปเที่ยว 4 เกาะย่อยของโอกินาว่า ที่สามารถไปเช้าเย็นกลับได้กันเถอะ!

สำหรับเพื่อนๆที่มีแพลนจะไปเที่ยวโอกินาว่า ต้องห้ามพลาดบทความนี้ เพราะวันนี้ ANNGLE จะพาเพื่อนๆมารู้จัก 4 เกาะย่อยของโอกินาว่า ที่มีเสน่ห์ไม่แพ้เกาะหลัก แถมยังสามารถไปเช้าเย็นกลับได้ (ถ้าบริหารเวลาดีๆ) ด้วยล่ะ!

4 เกาะย่อยของเมืองอุรุมะ จ.โอกินาว่า

4 เกาะย่อยที่เราจะแนะนำในวันนี้คือเกาะ Henza เกาะ Hamahiga เกาะ Miyagi และเกาะ Ikei ที่อยู่ในเมืองอุรุมะค่ะ และถึงจะบอกว่าเป็นเกาะย่อย แต่ก็มีสะพานเชื่อมกับเกาะหลักทำให้สามารถเดินทางได้สะดวกด้วยรถยนต์ค่ะ

วิธีไป 4 เกาะของเมืองอุรุมะคือเราต้องขับรถผ่านทางเชื่อมข้ามเกาะ (Mid-Sea Road) ที่มีความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร โดยตอนกลางคืนสะพานหรือทางข้ามจะเปิดไฟ ทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งจุดถ่ายรูปวิวตอนกลางคืนที่พลาดไม่ได้เชียวล่ะ

สำหรับผู้ที่ไปในช่วงกลางวัน ก็ไม่ต้องน้อยใจไปว่าเราจะไม่ได้เห็นวิวสวยๆ เพราะตอนกลางวันเราจะสามารถเห็นท้องทะเลอันกว้างใหญ่เมื่อมองจากทางข้ามค่ะ (บนสะพานจะมีจุดจอดรถขนาดใหญ่เพื่อให้ดูวิวค่ะ) บนทางเชื่อมจะมีสถานที่ที่มีชื่อว่า Ayahashi-Kan ด้วย เพื่อนๆ สามารถแวะช็อปปิ้งหรือพักทานอาหารได้ที่นี่เลย!        สล็อตเว็บตรง

เกาะ Henza

เกาะ Henza เป็นเกาะแรกที่เราจะถึงเมื่อลงจากทางเชื่อมค่ะ ที่เกาะนี้จะมีร้านขนมปังชื่อ Boulangerie Cafe Yamashita เป็นร้านขนมปังที่ใช้วัตถุดิบของโอกินาว่ามาทำขนมปัง ไม่ว่าจะเป็นโมสุคุ หรือมันโอกินาว่า นอกจากขนมปังแล้วยังมีพิซซ่าอบใหม่ร้อนๆด้วยนะ

เกาะ Hamahiga

Hamahiga

เกาะที่สองคือเกาะ Hamahiga ซึ่งอยู่ตอนใต้ของเกาะ Henza ร้านน่าสนใจของเกาะนี้คือ Marukichi Shokuhin (丸吉食品) ซึ่งเป็นร้านอาหารที่นักท่องเที่ยว ชาวประมง หรือแม้แต่ชาวท้องถื่นก็มักจะมาฝากท้อง อาหารของทางร้านจะใช้วัตถุดิบสดใหม่ที่ได้จากทะเล ถ้าใครอยากลิ้มรสอาหารบนเกาะแท้ๆ ต้องห้ามพลาดที่นี่ เมนูเด็ดของที่นี่คือโคร็อกเกะโมสุคุ ที่เสิร์ฟร้อนๆ หอมๆ เพราะทอดสดๆชิ้นต่อชิ้นค่ะ

เกาะ Miyagi

Kafu Banta

สถานที่แนะนำของเกาะที่สามอย่างเกาะมิยากิคือโรงงานทำเกลือ Nuchi-una ค่ะ เราสามารถเยี่ยมชมโรงงานเกลือแบรนด์ Nuchimasu ที่ทำมาจากน้ำทะเลของโอกินาว่า ซึ่งว่ากันว่าดีต่อสุขภาพสุดๆ โดยนอกจากเยี่ยมชมโรงงานแล้วยังสามารถทานอาหารที่ร้านอาหารในโรงงานด้วย! ร้านอาหารของที่นี่จะใช้ผักตามฤดูของโอกินาว่า แถมยังมีไอศกรีมรสเกลือเป็นของหวานด้วยค่ะ

บริเวณโรงงานยังมีจุดน่าสนใจคือ Happy Cliff (Kafu Banta) ซึ่งเป็นแหลมที่ยื่นลงไปในทะเล มีความเชื่อว่าที่นี่สามารถเรียกความสุขเข้าหาตัวได้ล่ะ!

 

เกาะ Ikei

ถ้าพูดถึงหาดที่น้ำทะเลใสมองเห็นพื้นด้านล่างก็ต้องมีชื่อ “หาด Ikei” ติดในลิสต์แน่นอน! เพื่อนๆ สามารถเพลิดเพลินไปกับทะเลสวยๆ กับชายหาดสีขาว แถมยังมีบานาน่าโบ๊ท และบาร์บีคิวไว้คอยบริการด้วยนะ!

เป็นอย่างไรบ้างคะ กับ 4 เกาะในเมืองอุรุมะที่เราแนะนำวันนี้ ในแต่ละเกาะก็มีจุดน่าสนใจ จนทำให้ไปการไปกลับดูเป็นเรื่องยาก ดังนั้นก็อย่าลืมบริหารเวลาให้ดี หรือจะหาที่พักบนเกาะแล้วค่อยๆทยอยเที่ยวชม ก็เป็นอีกไอเดียที่น่าสนใจนะคะ

8 ร้านม็อกเทล (Mocktail) ที่จะให้ความเพลิดเพลินในกรุงโตเกียว

8 ร้านม็อกเทล (Mocktail) ที่จะให้ความเพลิดเพลินในกรุงโตเกียว

เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์หรือม็อกเทล (Mocktail) นั้นดูภายนอกอาจจะดูเหมือนกับค็อกเทล (Cocktail) แค่แตกต่างกันตรงที่ม็อกเทลไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์นั่นเอง ใครที่อยากสังสรรค์กับเพื่อนๆแต่ติดที่ไม่ชอบหรือไม่ดื่มแอลกอฮอล์มีเฮค่ะ! วันนี้ขอนำเสนอ 8 ร้านม็อกเทลที่ทั้งคนดื่มและไม่ดื่มแอลกอฮอล์สนุกด้วยกันได้ค่ะ (รายละเอียดนี้อัพเดทล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ กรุณาเช็คก่อนไป)

1. RESTAURANT 1899 OCHANOMIZU /โอจะโนะมิซึ

ร้านแรกที่จะแนะนำคือ “RESTAURANT 1899 OCHANOMIZU” เดินจากสถานีชินโอจะโนะมิซึเพียงนิดเดียวเองค่ะ ฟังจากชื่อแล้วแน่นอนว่าต้องมีขนมและอาหารที่ใช้ชาเขียวแน่นอน ภายในร้านนั้นมีพื้นที่กว้างขวางและมีโซนด้านนอก เหมาะสำหรับมาเป็นกลุ่มด้วยนะคะ

 

เมนูแนะนำของร้านตั้งแต่สมัยก่อตั้งร้านในปี 1899 ตามชื่อร้านคือเบียร์ชาเขียว เบียร์โฮจิชะและเบียร์ชาดำที่ใช้ชาเป็นส่วนผสมของเบียร์ นอกจากนี้ค็อกเทลที่ใช้ชาดำและไวน์ขาวก็ได้รับความนิยมเช่นกัน สำหรับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ ทางร้านก็มีเครื่องดื่มที่ไม่ใส่แอลกอฮอล์และเครื่องดื่มชาเขียวหลากชนิดด้วยค่ะ

รายละเอียด
ที่อยู่ : 3 Chome, 4, Kanda Surugadai, Chiyoda-Ku, Tokyo, Hotel Ryumeikan Ochanomizu Honten
โทร. : 03-3251-1150

3. Kuramoto Chokuei Kouji (糀) Cafe Yukyu Nokura / กินซ่า

ร้านต่อมา “Kuramoto Chokuei Kouji Cafe Yukyu Nokura” เดินจากสถานีกินซ่าเพียง 5 นาทีก็ถึงแล้วค่ะ จุดเด่นของร้านคือมีเมนูที่ใช้ข้าวมอลต์เป็นหลักตามชื่อร้านเลยค่ะ *Kouji (糀) = ข้าวมอลต์ (ใช้ในการกลั่นเหล้าหรือเบียร์) สำหรับเมนูอาหารกลางวันยอดฮิตคือ “ชาบูหมูหมักเกลือ” ทานคู่กับข้าวก็ฟินสุดๆ

เมนูเครื่องดื่มยอดฮิตคือเครื่องดื่มจากข้าวมอลต์ไร้แอลกอฮอล์ มีทั้งเครื่องดื่มที่ใช้สตรอเบอร์รี่เป็นส่วนผสมหรือใช้นมถั่วเหลืองและชาเขียว โดยแต่ละเมนูนั้นคำนึงถึงประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นหลักค่ะ

รายละเอียด
ที่อยู่ : 6 Chome, 7-18, Ginza, Chuo-Ku, Tokyo, Dime Ginza 2FL.
โทร. : 0362645752

3. Dining&Bar Luxeee / คิจิโจจิ

ร้านที่ 3 คือ “Dining&Bar Luxeee” เดินจากสถานีคิจิโจจิเพียงนิดเดียว เพียงแค่ก้าวเข้ามาก็รู้สึกได้ถึงความเป็นเอกลักษณ์ของร้านทันที บริเวณที่นั่งสามารถชมวิวทัศน์ยามค่ำคืนได้จากกระจกใสรอบร้าน มีทั้งเป็นที่นั่งและเคาน์เตอร์บาร์ สามารถเลือกที่นั่งได้ตามความชอบและสไตล์ของแต่ละคน อาหารมีให้เลือกตั้งแต่กับแกล้มไปจนถึงอาหารหลัก

ที่พลาดไม่ได้คือเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ที่มีให้เลือกมากจนเรียกว่ามีหลายชนิดมากที่สุดในญี่ปุ่นกันเลย รายการยอดฮิตคือเมนูดื่มไม่อั้น! งานนี้สนุกและเพลิดเพลินได้ทั้งคนที่ชื่นชอบและไม่ชอบแอลกอฮอล์เลยค่ะ

 

รายละเอียด
ที่อยู่ : 1 Chome, 1-19, Kichijoji Minami-Cho, Musashino-Shi, Tokyo, Kichijoji FS Building 7FL.
โทร. : 0422247333

4. BAR vitamin G/กินซ่า

ร้านที่ 4 นี้อยู่ที่กินซ่าค่ะ ชื่อว่า “BAR vitamin G” บรรยากาศอบอุ่นมาก จะนัดเป็นสถานที่เดทก็เหมาะ ในหน้าร้อนจะมีโซนพิเศษให้นั่งด้านนอกด้วยนะคะ ทั้งอาหารและเครื่องดื่มล้วนจัดเต็มโดยบาร์เทนเดอร์ของร้านเอง

บาร์ที่นี่แนะนำคอกเทลผักโดยจะใช้ผักผลไม้ตามฤดูกาลมาทำซึ่งไม่มีกลิ่นหรือรสขมเลย ดื่มง่ายคล่องคอ สำหรับใครที่ชอบแอลกอฮอล์จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านวิสกี้มาแนะนำให้ อาจจะได้พบวิสกี้ที่โดนสำหรับตัวเองก็ได้นะคะ

 

รายละเอียด
ที่อยู่ : 7 Chome, 2-11, Ginza, Chuo-Ku, Tokyo, Yokosuka 5th Building 4FL.
โทร. : 05057867760

5. ZATTA Bar&Lounge Hilton Tokyo / ชินจูกุ

ร้านที่ 5 คือ “ZATTA Bar&Lounge” ตั้งอยู่ที่โรงแรม Hilton Tokyo ในเขตชินจูกุ ลงลิฟท์มาก็พบกับบาร์เคาน์เตอร์ที่เต็มไปด้วยแสงสีสดใส เหมาะสำหรับผู้ที่จะมาดื่มด่ำบรรยากาศในบาร์จริงๆ

แถมมีลูกเล่นต่างๆให้พร้อมกับความอร่อยของคอกเทลนี้ เป็นที่ชื่นชอบมากในหมู่สาวๆมาก และมีเครื่องดื่มก็มีแบบแปลกใหม่ให้สนุกอีกมากมายเลยล่ะ แน่นอนว่าเมนูไร้แอลกอฮอล์ก็มีให้เลือกเพียบไม่แพ้เหมือนกันนะคะ

 

รายละเอียด
ที่อยู่ : 6 Chome-6-2 Nishishinjuku, Shinjuku, Tokyo, Hilton Tokyo

7. After Taste / ชินจูกุ

ร้านที่ 6 “After Taste” ตั้งอยู่ที่ชินจูกุ ร้านนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสนุกพร้อมกับการทานอาหารและดื่มในเวลาเดียวกัน ผักที่นำเข้าจากเมืองนางาโนะล้วนเป็นออร์แกนิคและในแต่ละเมนูเชฟฝรั่งเศสจะคัดสรรผักตามฤดูกาลในการปรุงอาหารให้ทานกันค่ะ แบบนี้รับรองต้องอร่อยสุดๆ!

แม้แต่คอกเทลเองก็ใช้ผักผลไม้ตามฤดูกาลที่ส่งมาจากเมืองนางาโนะ ใช้สมุนไพรในการทำคอกเทลหลากชนิดกว่า 70 ชนิด! คอกเทลที่มีผลผลไม้นั้นได้รับความนิยมมากทั้งชายและหญิง หรือจะรีเควสคอกเทลตามที่ตัวเองชอบก็ได้

 

 

รายละเอียด
ที่อยู่ :  Chome, 28-16, Shinjuku, Shinjuku-Ku, Tokyo, Shinjuku Cornville 5 FL.
โทร. : 05058695128

7. SF-Bar Kanda flux/ คันดะ

ร้านที่ 7 นี้ไม่ธรรมดานะคะ ชื่อร้าน “SF-Bar Kanda flux” อยู่ไม่ไกลจากสถานีคันดะ ซึ่งคอนเซปร้านคือการทำให้เป็นโลกของหนัง SF แต่ภายในร้านนั้นอบอุ่น สงบ มีแสงไฟนีออนส่องเบาๆให้บรรยากาศผ่อนคลาย

ภายในร้านมีฟิกเกอร์ต่างๆที่คอหนัง SF ทุกคนต้องหลงรักแน่นอน ส่วนเมนูนั้นมีคอกเทลสำหรับผู้ที่ดื่มและไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ลองเช็คดูนะคะว่าหนังโปรดของเราจะมาอยู่ในร้านนี้ด้วยมั้ย

รายละเอียด
ที่อยู่ :  3 Chome, 16-10, Uchikanda, Chiyoda-Ku, Tokyo, B1
โทร. : 0335263383

8. The Iron Fairies Ginza/ กินซ่า

มาถึงร้านสุดท้ายกันค่ะ ร้านนี้มีชื่อว่า “The Iron Fairies Ginza” เดิมทีร้านมีสาขาแรกที่กรุงเทพแล้วมาขยายสาขาที่ญี่ปุ่นนี่เอง บาร์แห่งนี้คือสถานที่คุณจะได้จิบเครื่องดื่มในบรรยากาศเร้นลับแนวแฟนตาซีที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่นเลยล่ะค่ะ

 

เมนูคอกเทลก็มีหลากหลายเมนูที่แปลกใหม่ที่หาไม่ได้ง่ายๆ ที่ร้านอื่น มีคอกเทลที่ห่อหุ้มด้วยสายไหม เมนูเครื่องดื่มก็มีหลากหลายจนเลือกกันไม่ถูกกันเลยทีเดียว แน่นอนว่าคอกเทลไร้แอลกอฮอล์ก็มีให้เลือกเพียบ!

 

รายละเอียด
ที่อยู่ :  5 Chome, 9-5, Ginza, Chuo-Ku, Tokyo, Cheers Ginza B1FL.
โทร. : 0362746416

เป็นยังไงกันบ้างคะ มีร้านไหนโดนใจกันบ้างมั้ย? ถึงจะเป็นคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ได้ แต่บางวันที่ไม่อยากเมาแค่ต้องการดื่มชิลๆก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมากเลยนะคะ ดื่มเยอะแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวเมา  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์